رِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ رُومِيَةَ

Old Testament

New Testament

إِنْجِيلُ مَتَّىإِنْجِيلُ مَرْقُسَإِنْجِيلُ لُوقَاإِنْجِيلُ يُوحَنَّاأَعْمَالُ ٱلرُّسُلِرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ رُومِيَةَ١ كورنثوسرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى أَهْلِ كُورِنْثُوسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ غَلَاطِيَّةَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ أَفَسُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ فِيلِبِّيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ كُولُوسِّيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلأُولَى إِلَى أَهْلِ تَسَالُونِيكِيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى أَهْلِ تَسَالُونِيكِيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَى إِلَى تِيمُوثَاوُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى تِيمُوثَاوُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى تِيطُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى فِلِيمُونَاَلرِّسَالَةُ إِلَى ٱلْعِبْرَانِيِّينَرِسَالَةُ يَعْقُوبَرِسَالَةُ بُطْرُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَىرِسَالَةُ بُطْرُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيَةُرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَىرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيَةُرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلثَّالِثَةُرِسَالَةُ يَهُوذَارُؤْيَا يُوحَنَّا ٱللَّاهُوتِيِّ
Chapter 4

رِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ رُومِيَةَ

Smith–Van Dyck Arabic Bi…
vs Freedom Bible (Thai)
Aa
Text size
Line width
Verse numbers

رِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ رُومِيَةَ 4

Smith–Van Dyck Arabic Bible (فان دايك)
Freedom Bible (Thai)
1فَمَاذَا نَقُولُ إِنَّ أَبَانَا إِبْرَاهِيمَ قَدْ وَجَدَ حَسَبَ ٱلْجَسَدِ؟
1ถ้า​เช่นนั้น เรา​จะ​พูด​ว่า​อับราฮัม บรรพบุรุษ​ของ​เรา ได้​พบ​อะไร​ใน​ทาง​มนุษย์
2لِأَنَّهُ إِنْ كَانَ إِبْرَاهِيمُ قَدْ تَبَرَّرَ بِٱلْأَعْمَالِ فَلَهُ فَخْرٌ، وَلَكِنْ لَيْسَ لَدَى ٱللهِ.
2เพราะ​ถ้า​อับราฮัม​ได้รับ​ความชอบธรรม​จาก​การกระทำ เขา​ก็​มี​เรื่อง​ให้​อวด แต่​ไม่ใช่​ต่อ​พระเจ้า
3لِأَنَّهُ مَاذَا يَقُولُ ٱلْكِتَابُ؟ «فَآمَنَ إِبْرَاهِيمُ بِٱللهِ فَحُسِبَ لَهُ بِرًّا».
3เพราะ​พระคัมภีร์​กล่าว​ว่า​อย่างไร “อับราฮัม​เชื่อ​พระเจ้า และ​ความเชื่อ​ของ​เขา​จึง​นับ​เป็น​ความชอบธรรม”
4أَمَّا ٱلَّذِي يَعْمَلُ فَلَا تُحْسَبُ لَهُ ٱلْأُجْرَةُ عَلَى سَبِيلِ نِعْمَةٍ، بَلْ عَلَى سَبِيلِ دَيْنٍ.
4สำหรับ​คน​ที่​ทำงาน ค่าตอบแทน​ไม่​ได้​ถูก​นับ​ว่า​เป็น​พระคุณ แต่​เป็น​หนี้​ที่​ต้อง​จ่าย​ให้​เขา
5وَأَمَّا ٱلَّذِي لَا يَعْمَلُ، وَلَكِنْ يُؤْمِنُ بِٱلَّذِي يُبَرِّرُ ٱلْفَاجِرَ، فَإِيمَانُهُ يُحْسَبُ لَهُ بِرًّا.
5แต่​สำหรับ​คน​ที่​ไม่​ได้​ทำงาน กลับ​เชื่อ​ใน​พระองค์​ผู้​ทรง​ให้​ความชอบธรรม​แก่​คนอธรรม ความเชื่อ​ของ​เขา​ก็​นับ​เป็น​ความชอบธรรม
6كَمَا يَقُولُ دَاوُدُ أَيْضًا فِي تَطْوِيبِ ٱلْإِنْسَانِ ٱلَّذِي يَحْسِبُ لَهُ ٱللهُ بِرًّا بِدُونِ أَعْمَالٍ:
6เช่นเดียว​กับ​ที่​ดาวิด​กล่าว​ถึง​ความสุข​ของ​คน​ที่​พระเจ้า​ทรง​นับ​ความชอบธรรม​ให้​โดย​ไม่​อาศัย​การกระทำ​ว่า
7«طُوبَى لِلَّذِينَ غُفِرَتْ آثَامُهُمْ وَسُتِرَتْ خَطَايَاهُمْ.
7“คน​ที่​การละเมิด​ของ​เขา​ได้รับ​การยกโทษ และ​บาป​ของ​เขา​ได้รับ​การปกปิด ก็​เป็นสุข
8طُوبَى لِلرَّجُلِ ٱلَّذِي لَا يَحْسِبُ لَهُ ٱلرَّبُّ خَطِيَّةً».
8คน​ที่​องค์พระผู้เป็นเจ้า​จะ​ไม่​ทรง​ถือ​บาป​ของ​เขา​เป็น​ความผิด​เลย ก็​เป็นสุข”
9أَفَهَذَا ٱلتَّطْوِيبُ هُوَ عَلَى ٱلْخِتَانِ فَقَطْ أَمْ عَلَى ٱلْغُرْلَةِ أَيْضًا؟ لِأَنَّنَا نَقُولُ: إِنَّهُ حُسِبَ لِإِبْرَاهِيمَ ٱلْإِيمَانُ بِرًّا.
9ถ้า​เช่นนั้น ความสุข​นี้​มี​เฉพาะ​ผู้​เข้าสุหนัต หรือ​มี​แก่​ผู้​ไม่ได้​เข้าสุหนัต​ด้วย เพราะ​เรา​กล่าว​ว่า ความเชื่อ​ของ​อับราฮัม​นับ​เป็น​ความชอบธรรม
10فَكَيْفَ حُسِبَ؟ أَوَهُوَ فِي ٱلْخِتَانِ أَمْ فِي ٱلْغُرْلَةِ؟ لَيْسَ فِي ٱلْخِتَانِ، بَلْ فِي ٱلْغُرْلَةِ!
10แล้ว​ความเชื่อ​นั้น​ถูก​นับ​เมื่อไร ตอน​ที่​เขา​เข้าสุหนัต​แล้ว หรือ​ก่อน​เข้าสุหนัต ไม่ใช่​หลัง​เข้าสุหนัต แต่​ก่อน​เข้าสุหนัต
11وَأَخَذَ عَلَامَةَ ٱلْخِتَانِ خَتْمًا لِبِرِّ ٱلْإِيمَانِ ٱلَّذِي كَانَ فِي ٱلْغُرْلَةِ، لِيَكُونَ أَبًا لِجَمِيعِ ٱلَّذِينَ يُؤْمِنُونَ وَهُمْ فِي ٱلْغُرْلَةِ، كَيْ يُحْسَبَ لَهُمْ أَيْضًا ٱلْبِرُّ.
11เขา​ได้รับ​เครื่องหมาย​แห่ง​การเข้าสุหนัต เป็น​ตราประทับ​ของ​ความชอบธรรม​ที่​มา​จาก​ความเชื่อ​ซึ่ง​เขา​มี​อยู่​ก่อน​เข้าสุหนัต เพื่อ​เขา​จะ​เป็น​บิดา​ของ​ทุกคน​ที่​เชื่อ​ทั้ง​ที่​ไม่ได้​เข้าสุหนัต เพื่อ​พระเจ้า​จะ​ทรง​นับ​ความชอบธรรม​ให้​แก่​พวกเขา​ด้วย
12وَأَبًا لِلْخِتَانِ لِلَّذِينَ لَيْسُوا مِنَ ٱلْخِتَانِ فَقَطْ، بَلْ أَيْضًا يَسْلُكُونَ فِي خُطُوَاتِ إِيمَانِ أَبِينَا إِبْرَاهِيمَ ٱلَّذِي كَانَ وَهُوَ فِي ٱلْغُرْلَةِ.
12และ​เขา​เป็น​บิดา​ของ​ผู้​เข้าสุหนัต ไม่ใช่​เพียง​ผู้​ที่​เข้าสุหนัต​เท่านั้น แต่​ยัง​เป็น​บิดา​ของ​ผู้​ที่​เดิน​ตาม​รอย​ความเชื่อ​ของ​อับราฮัม​บิดา​ของ​เรา ซึ่ง​เขา​มี​อยู่​ก่อน​เข้าสุหนัต​ด้วย
13فَإِنَّهُ لَيْسَ بِٱلنَّامُوسِ كَانَ ٱلْوَعْدُ لِإِبْرَاهِيمَ أَوْ لِنَسْلِهِ أَنْ يَكُونَ وَارِثًا لِلْعَالَمِ، بَلْ بِبِرِّ ٱلْإِيمَانِ.
13เพราะ​พระสัญญา​ที่​ให้​แก่​อับราฮัม​และ​เชื้อสาย​ของ​เขา ว่า​เขา​จะ​เป็น​ผู้รับ​มรดก​ของ​โลก ไม่​ได้​มา​ทาง​ธรรมบัญญัติ แต่​มา​ทาง​ความชอบธรรม​ที่​มา​ทาง​ความเชื่อ
14لِأَنَّهُ إِنْ كَانَ ٱلَّذِينَ مِنَ ٱلنَّامُوسِ هُمْ وَرَثَةً، فَقَدْ تَعَطَّلَ ٱلْإِيمَانُ وَبَطَلَ ٱلْوَعْدُ:
14เพราะ​ถ้า​คน​ที่​ขึ้น​อยู่​กับ​ธรรมบัญญัติ​เป็น​ผู้รับ​มรดก ความเชื่อ​ก็​ไร้​ความหมาย และ​พระสัญญา​ก็​ไร้ผล
15لِأَنَّ ٱلنَّامُوسَ يُنْشِئُ غَضَبًا، إِذْ حَيْثُ لَيْسَ نَامُوسٌ لَيْسَ أَيْضًا تَعَدٍّ.
15เพราะ​ธรรมบัญญัติ​นำ​มา​ซึ่ง​ความโกรธ และ​ที่​ไหน​ไม่มี​ธรรมบัญญัติ ที่นั่น​ก็​ไม่มี​การไม่เชื่อฟัง
16لِهَذَا هُوَ مِنَ ٱلْإِيمَانِ، كَيْ يَكُونَ عَلَى سَبِيلِ ٱلنِّعْمَةِ، لِيَكُونَ ٱلْوَعْدُ وَطِيدًا لِجَمِيعِ ٱلنَّسْلِ. لَيْسَ لِمَنْ هُوَ مِنَ ٱلنَّامُوسِ فَقَطْ، بَلْ أَيْضًا لِمَنْ هُوَ مِنْ إِيمَانِ إِبْرَاهِيمَ، ٱلَّذِي هُوَ أَبٌ لِجَمِيعِنَا.
16เพราะ​เหตุนี้ จึง​ขึ้น​อยู่​กับ​ความเชื่อ เพื่อ​จะ​เป็น​ไป​ตาม​พระคุณ และ​เพื่อ​ให้​พระสัญญา​นั้น​มั่นคง​สำหรับ​เชื้อสาย​ทั้งหมด ไม่ใช่​เฉพาะ​ผู้​ที่​อยู่​ใต้​ธรรมบัญญัติ แต่​รวมถึง​ผู้​ที่​มี​ความเชื่อ​อย่าง​อับราฮัม ผู้​เป็น​บิดา​ของ​พวกเรา​ทุกคน
17كَمَا هُوَ مَكْتُوبٌ: «إِنِّي قَدْ جَعَلْتُكَ أَبًا لِأُمَمٍ كَثِيرَةٍ». أَمَامَ ٱللهِ ٱلَّذِي آمَنَ بِهِ، ٱلَّذِي يُحْيِي ٱلْمَوْتَى، وَيَدْعُو ٱلْأَشْيَاءَ غَيْرَ ٱلْمَوْجُودَةِ كَأَنَّهَا مَوْجُودَةٌ.
17ดัง​ที่​มี​เขียน​ไว้​ว่า “เรา​ได้​ตั้ง​เจ้า​ให้​เป็น​บิดา​ของ​หลาย​ชนชาติ” อับราฮัม​เป็น​บิดา​ของ​เรา​ต่อหน้า​พระเจ้า​ผู้​ที่​เขา​เชื่อ คือ​พระเจ้า​ผู้​ประทาน​ชีวิต​แก่​คนตาย และ​ทรง​เรียก​สิ่ง​ที่​ไม่มี​อยู่​ราวกับ​ว่า​มี​อยู่
18فَهُوَ عَلَى خِلَافِ ٱلرَّجَاءِ، آمَنَ عَلَى ٱلرَّجَاءِ، لِكَيْ يَصِيرَ أَبًا لِأُمَمٍ كَثِيرَةٍ، كَمَا قِيلَ: «هَكَذَا يَكُونُ نَسْلُكَ».
18ทั้ง​ที่​ไม่มี​เหตุ​ให้​หวัง อับราฮัม​ก็​ยัง​เชื่อ​ด้วย​ความหวัง เพื่อ​เขา​จะ​ได้​เป็น​บิดา​ของ​หลาย​ชนชาติ ตาม​ที่​มี​คำกล่าว​ไว้​ว่า “เชื้อสาย​ของ​เจ้า​จะ​เป็น​เช่นนั้น”
19وَإِذْ لَمْ يَكُنْ ضَعِيفًا فِي ٱلْإِيمَانِ لَمْ يَعْتَبِرْ جَسَدَهُ - وَهُوَ قَدْ صَارَ مُمَاتًا، إِذْ كَانَ ٱبْنَ نَحْوِ مِئَةِ سَنَةٍ - وَلَا مُمَاتِيَّةَ مُسْتَوْدَعِ سَارَةَ.
19ความเชื่อ​ของ​เขา​ไม่​อ่อนแอ และ​เขา​ไม่​ได้​คำนึงถึง​ร่างกาย​ของ​ตน​ที่​เสื่อม​ไป​แล้ว เพราะ​มี​อายุ​ประมาณ​หนึ่งร้อย​ปี รวมทั้ง​ครรภ์​ของ​ซาราห์​ซึ่ง​เสมือน​ตาย​แล้ว
20وَلَا بِعَدَمِ إِيمَانٍ ٱرْتَابَ فِي وَعْدِ ٱللهِ، بَلْ تَقَوَّى بِٱلْإِيمَانِ مُعْطِيًا مَجْدًا لِلهِ.
20แต่​เมื่อ​มอง​ไป​ที่​พระสัญญา​ของ​พระเจ้า เขา​ไม่​ได้​ลังเล​เพราะ​ความไม่เชื่อ กลับ​เข้มแข็ง​ขึ้น​ด้วย​ความเชื่อ และ​ถวาย​พระสิริ​แด่​พระเจ้า
21وَتَيَقَّنَ أَنَّ مَا وَعَدَ بِهِ هُوَ قَادِرٌ أَنْ يَفْعَلَهُ أَيْضًا.
21เขา​มั่นใจ​อย่าง​เต็มที่​ว่า สิ่ง​ที่​พระเจ้า​ทรง​สัญญา พระองค์​ก็​ทรง​สามารถ​ทำ​ให้​สำเร็จ​ได้
22لِذَلِكَ أَيْضًا: حُسِبَ لَهُ بِرًّا».
22เพราะ​ฉะนั้น ความเชื่อ​ของ​เขา​จึง “นับ​เป็น​ความชอบธรรม”
23وَلَكِنْ لَمْ يُكْتَبْ مِنْ أَجْلِهِ وَحْدَهُ أَنَّهُ حُسِبَ لَهُ،
23ข้อความ​ที่​ว่า “ความเชื่อ​ของ​เขา​นับ​เป็น​ความชอบธรรม” ไม่​ได้​เขียน​ไว้​เพื่อ​เขา​คนเดียว
24بَلْ مِنْ أَجْلِنَا نَحْنُ أَيْضًا، ٱلَّذِينَ سَيُحْسَبُ لَنَا، ٱلَّذِينَ نُؤْمِنُ بِمَنْ أَقَامَ يَسُوعَ رَبَّنَا مِنَ ٱلْأَمْوَاتِ،
24แต่​เพื่อ​พวกเรา​ด้วย พระเจ้า​จะ​ทรง​นับ​ความชอบธรรม​ให้​แก่​พวกเรา ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระองค์​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า​ของ​เรา ฟื้นขึ้นจากความตาย
25ٱلَّذِي أُسْلِمَ مِنْ أَجْلِ خَطَايَانَا وَأُقِيمَ لِأَجْلِ تَبْرِيرِنَا.
25พระเยซู​ถูก​มอบ​ไว้​เพราะ​การล่วงละเมิด​ของ​เรา และ​พระเจ้า​ทรง​ทำ​ให้​พระองค์​ฟื้นขึ้นมา เพื่อ​ให้​เรา​ได้รับ​ความชอบธรรม

Tip: use the ← and → keys to turn chapters.