١ كورنثوس

Old Testament

New Testament

إِنْجِيلُ مَتَّىإِنْجِيلُ مَرْقُسَإِنْجِيلُ لُوقَاإِنْجِيلُ يُوحَنَّاأَعْمَالُ ٱلرُّسُلِرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ رُومِيَةَ١ كورنثوسرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى أَهْلِ كُورِنْثُوسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ غَلَاطِيَّةَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ أَفَسُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ فِيلِبِّيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى أَهْلِ كُولُوسِّيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلأُولَى إِلَى أَهْلِ تَسَالُونِيكِيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى أَهْلِ تَسَالُونِيكِيرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَى إِلَى تِيمُوثَاوُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيةُ إِلَى تِيمُوثَاوُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى تِيطُسَرِسَالَةُ بُولُسَ ٱلرَّسُولِ إِلَى فِلِيمُونَاَلرِّسَالَةُ إِلَى ٱلْعِبْرَانِيِّينَرِسَالَةُ يَعْقُوبَرِسَالَةُ بُطْرُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَىرِسَالَةُ بُطْرُسَ ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيَةُرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلْأُولَىرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلثَّانِيَةُرِسَالَةُ يُوحَنَّا ٱلرَّسُولِ ٱلثَّالِثَةُرِسَالَةُ يَهُوذَارُؤْيَا يُوحَنَّا ٱللَّاهُوتِيِّ
Chapter 2

١ كورنثوس

Smith–Van Dyck Arabic Bi…
vs Freedom Bible (Thai)
Aa
Text size
Line width
Verse numbers
Smith–Van Dyck Arabic Bible (فان دايك)
Freedom Bible (Thai)
1وَأَنَا لَمَّا أَتَيْتُ إِلَيْكُمْ أَيُّهَا ٱلْإِخْوَةُ، أَتَيْتُ لَيْسَ بِسُمُوِّ ٱلْكَلَامِ أَوِ ٱلْحِكْمَةِ مُنَادِيًا لَكُمْ بِشَهَادَةِ ٱللهِ،
1พี่น้อง​ทั้งหลาย เมื่อ​ข้าพเจ้า​มา​หา​พวก​คุณ ข้าพเจ้า​ไม่ได้​มา​พร้อม​ถ้อยคำ​ที่​เลิศหรู​หรือ​ปัญญา เพื่อ​ประกาศ​คำพยาน​ของ​พระเจ้า​แก่​พวก​คุณ
2لِأَنِّي لَمْ أَعْزِمْ أَنْ أَعْرِفَ شَيْئًا بَيْنَكُمْ إلَّا يَسُوعَ ٱلْمَسِيحَ وَإِيَّاهُ مَصْلُوبًا.
2เพราะ​ข้าพเจ้า​ตั้งใจ​ว่า เมื่อ​อยู่​ใน​หมู่​พวก​คุณ ข้าพเจ้า​จะ​ไม่​รู้​เรื่อง​ใด​นอกจาก​พระเยซูคริสต์ และ​เรื่อง​ที่​พระองค์​ถูก​ตรึง​กางเขน
3وَأَنَا كُنْتُ عِنْدَكُمْ فِي ضَعْفٍ، وَخَوْفٍ، وَرِعْدَةٍ كَثِيرَةٍ.
3ข้าพเจ้า​อยู่​กับ​พวก​คุณ​ด้วย​ความ​อ่อนแอ ด้วย​ความ​กลัว และ​ตัว​สั่น​อย่าง​มาก
4وَكَلَامِي وَكِرَازَتِي لَمْ يَكُونَا بِكَلَامِ ٱلْحِكْمَةِ ٱلْإِنْسَانِيَّةِ ٱلْمُقْنِعِ، بَلْ بِبُرْهَانِ ٱلرُّوحِ وَٱلْقُوَّةِ،
4คำพูด​และ​การ​ประกาศ​ของ​ข้าพเจ้า​ไม่ได้​ใช้​ถ้อยคำ​โน้มน้าว​ที่​เกิด​จาก​ปัญญา​ของ​มนุษย์ แต่​แสดง​ให้​เห็น​พระวิญญาณ​และ​พลัง
5لِكَيْ لَا يَكُونَ إِيمَانُكُمْ بِحِكْمَةِ ٱلنَّاسِ بَلْ بِقُوَّةِ ٱللهِ.
5เพื่อ​ความเชื่อ​ของ​พวก​คุณ​จะ​ไม่​ตั้ง​อยู่​บน​ปัญญา​ของ​มนุษย์ แต่​ตั้ง​อยู่​บน​พลัง​ของ​พระเจ้า
6لَكِنَّنَا نَتَكَلَّمُ بِحِكْمَةٍ بَيْنَ ٱلْكَامِلِينَ، وَلَكِنْ بِحِكْمَةٍ لَيْسَتْ مِنْ هَذَا ٱلدَّهْرِ، وَلَا مِنْ عُظَمَاءِ هَذَا ٱلدَّهْرِ، ٱلَّذِينَ يُبْطَلُونَ.
6ถึง​อย่างนั้น เรา​ก็​พูด​เรื่อง​ปัญญา​ใน​หมู่​คน​ที่​เติบโต​เต็มที่​แล้ว แต่​ไม่ใช่​ปัญญา​ของ​โลก​นี้ หรือ​ของ​ผู้​ปกครอง​โลก​นี้​ที่​กำลัง​หมด​ไป
7بَلْ نَتَكَلَّمُ بِحِكْمَةِ ٱللهِ فِي سِرٍّ: ٱلْحِكْمَةِ ٱلْمَكْتُومَةِ، ٱلَّتِي سَبَقَ ٱللهُ فَعَيَّنَهَا قَبْلَ ٱلدُّهُورِ لِمَجْدِنَا،
7แต่​เรา​พูด​ถึง​ปัญญา​ของ​พระเจ้า​ที่​เป็น​ความลับ คือ​ปัญญา​ที่​ถูก​ซ่อน​ไว้ ซึ่ง​พระเจ้า​ทรง​กำหนด​ไว้​ล่วงหน้า​ก่อน​ยุค​ทั้งหลาย เพื่อ​ให้​เรา​ได้รับ​พระสิริ
8ٱلَّتِي لَمْ يَعْلَمْهَا أَحَدٌ مِنْ عُظَمَاءِ هَذَا ٱلدَّهْرِ، لِأَنْ لَوْ عَرَفُوا لَمَا صَلَبُوا رَبَّ ٱلْمَجْدِ.
8ไม่มี​ผู้​ปกครอง​คน​ใด​ของ​โลก​นี้​รู้จัก​ปัญญา​นั้น เพราะ​ถ้า​พวกเขา​รู้ พวกเขา​คง​ไม่​ตรึง​องค์พระผู้เป็นเจ้า​แห่ง​พระสิริ​ไว้​บน​กางเขน
9بَلْ كَمَا هُوَ مَكْتُوبٌ: «مَا لَمْ تَرَ عَيْنٌ، وَلَمْ تَسْمَعْ أُذُنٌ، وَلَمْ يَخْطُرْ عَلَى بَالِ إِنْسَانٍ: مَا أَعَدَّهُ ٱللهُ لِلَّذِينَ يُحِبُّونَهُ».
9แต่​เป็น​ไป​ตาม​ที่​เขียน​ไว้​ว่า “สิ่ง​ที่​ตา​ไม่​เคย​เห็น และ​หู​ไม่​เคย​ได้ยิน สิ่ง​ที่​ไม่​เคย​ผุด​ขึ้น​ใน​ใจ​มนุษย์ คือ​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​ทรง​เตรียม​ไว้​สำหรับ​คน​ที่​รัก​พระองค์”
10فَأَعْلَنَهُ ٱللهُ لَنَا نَحْنُ بِرُوحِهِ. لِأَنَّ ٱلرُّوحَ يَفْحَصُ كُلَّ شَيْءٍ حَتَّى أَعْمَاقَ ٱللهِ.
10แต่​พระเจ้า​ทรง​เปิดเผย​สิ่ง​เหล่านั้น​แก่​เรา​ทาง​พระวิญญาณ เพราะ​พระวิญญาณ​ทรง​ค้น​ลึก​ถึง​ทุกสิ่ง แม้​แต่​สิ่ง​ลึกซึ้ง​ของ​พระเจ้า
11لِأَنْ مَنْ مِنَ ٱلنَّاسِ يَعْرِفُ أُمُورَ ٱلْإِنْسَانِ إِلَّا رُوحُ ٱلْإِنْسَانِ ٱلَّذِي فِيهِ؟ هَكَذَا أَيْضًا أُمُورُ ٱللهِ لَا يَعْرِفُهَا أَحَدٌ إِلَّا رُوحُ ٱللهِ.
11เพราะ​ใน​หมู่​มนุษย์ ใคร​จะ​รู้​เรื่อง​ของ​คน​คน​หนึ่ง​ได้​นอกจาก​จิตวิญญาณ​ของ​คน​นั้น​ซึ่ง​อยู่​ใน​ตัว​เขา? เช่นเดียวกัน ไม่มี​ใคร​รู้​เรื่อง​ของ​พระเจ้า​นอกจาก​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า
12وَنَحْنُ لَمْ نَأْخُذْ رُوحَ ٱلْعَالَمِ، بَلِ ٱلرُّوحَ ٱلَّذِي مِنَ ٱللهِ، لِنَعْرِفَ ٱلْأَشْيَاءَ ٱلْمَوْهُوبَةَ لَنَا مِنَ ٱللهِ،
12เรา​ไม่ได้​รับ​วิญญาณ​ของ​โลก แต่​ได้รับ​พระวิญญาณ​ที่​มา​จาก​พระเจ้า เพื่อ​เรา​จะ​รู้จัก​สิ่ง​ต่าง ๆ ที่​พระเจ้า​ทรง​มอบ​ให้​เรา​โดย​ไม่​เรียก​สิ่ง​ตอบแทน
13ٱلَّتِي نَتَكَلَّمُ بِهَا أَيْضًا، لَا بِأَقْوَالٍ تُعَلِّمُهَا حِكْمَةٌ إِنْسَانِيَّةٌ، بَلْ بِمَا يُعَلِّمُهُ ٱلرُّوحُ ٱلْقُدُسُ، قَارِنِينَ ٱلرُّوحِيَّاتِ بِٱلرُّوحِيَّاتِ.
13เรา​พูด​เรื่อง​เหล่านี้​ด้วย​ถ้อยคำ​ที่​พระวิญญาณบริสุทธิ์​ทรง​สอน ไม่ใช่​ถ้อยคำ​ที่​ปัญญา​ของ​มนุษย์​สอน โดย​เปรียบเทียบ​สิ่ง​ทาง​จิตวิญญาณ​กับ​สิ่ง​ทาง​จิตวิญญาณ
14وَلَكِنَّ ٱلْإِنْسَانَ ٱلطَّبِيعِيَّ لَا يَقْبَلُ مَا لِرُوحِ ٱللهِ لِأَنَّهُ عِنْدَهُ جَهَالَةٌ، وَلَا يَقْدِرُ أَنْ يَعْرِفَهُ لِأَنَّهُ إِنَّمَا يُحْكَمُ فِيهِ رُوحِيًّا.
14แต่​คน​ที่​มี​เพียง​ธรรมชาติ​ของ​มนุษย์​ไม่​รับ​สิ่ง​ที่​มา​จาก​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า เพราะ​สำหรับ​เขา​สิ่ง​เหล่านั้น​เป็น​เรื่อง​โง่เขลา และ​เขา​ไม่​อาจ​รู้​ได้ เพราะ​ต้อง​วินิจฉัย​ใน​ทาง​จิตวิญญาณ
15وَأَمَّا ٱلرُّوحِيُّ فَيَحْكُمُ فِي كُلِّ شَيْءٍ، وَهُوَ لَايُحْكَمُ فِيهِ مِنْ أَحَدٍ.
15ส่วน​คน​ที่​ดำเนิน​ชีวิต​โดย​พระวิญญาณ​ย่อม​วินิจฉัย​ทุกสิ่ง แต่​ไม่มี​ใคร​วินิจฉัย​เขา​ได้
16«لِأَنَّهُ مَنْ عَرَفَ فِكْرَ ٱلرَّبِّ فَيُعَلِّمَهُ؟». وَأَمَّا نَحْنُ فَلَنَا فِكْرُ ٱلْمَسِيحِ.
16เพราะ “ใคร​เล่า​รู้​ความคิด​ของ​องค์พระผู้เป็นเจ้า จน​จะ​สั่งสอน​พระองค์​ได้?” แต่​เรา​มี​ความคิด​ของ​พระคริสต์

Tip: use the ← and → keys to turn chapters.