إِنْجِيلُ يُوحَنَّا 4
Smith–Van Dyck Arabic Bible (فان دايك)Translation
Smith–Van Dyck Arabic Bible (فان دايك)
Freedom Bible (Thai)
1فَلَمَّا عَلِمَ ٱلرَّبُّ أَنَّ ٱلْفَرِّيسِيِّينَ سَمِعُوا أَنَّ يَسُوعَ يُصَيِّرُ وَيُعَمِّدُ تَلَامِيذَ أَكْثَرَ مِنْ يُوحَنَّا،
1เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้ารู้ว่า พวกฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูกำลังทำให้คนเป็นสาวก และให้คนรับบัพติศมามากกว่ายอห์น
2مَعَ أَنَّ يَسُوعَ نَفْسَهُ لَمْ يَكُنْ يُعَمِّدُ بَلْ تَلَامِيذُهُ،
2(แม้ว่าพระเยซูเองไม่ได้ให้คนรับบัพติศมา แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้คนรับบัพติศมา)
3تَرَكَ ٱلْيَهُودِيَّةَ وَمَضَى أَيْضًا إِلَى ٱلْجَلِيلِ.
3พระองค์จึงออกจากยูเดีย และกลับไปยังแคว้นกาลิลี
4وَكَانَ لَا بُدَّ لَهُ أَنْ يَجْتَازَ ٱلسَّامِرَةَ.
4พระองค์จำเป็นต้องผ่านแคว้นสะมาเรีย
5فَأَتَى إِلَى مَدِينَةٍ مِنَ ٱلسَّامِرَةِ يُقَالُ لَهَا سُوخَارُ، بِقُرْبِ ٱلضَّيْعَةِ ٱلَّتِي وَهَبَهَا يَعْقُوبُ لِيُوسُفَ ٱبْنِهِ.
5พระองค์จึงมาถึงเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรียชื่อสิคาร์ อยู่ใกล้ที่ดินผืนหนึ่งที่ยาโคบยกให้โยเซฟบุตรของเขา
6وَكَانَتْ هُنَاكَ بِئْرُ يَعْقُوبَ. فَإِذْ كَانَ يَسُوعُ قَدْ تَعِبَ مِنَ ٱلسَّفَرِ، جَلَسَ هَكَذَا عَلَى ٱلْبِئْرِ، وَكَانَ نَحْوَ ٱلسَّاعَةِ ٱلسَّادِسَةِ.
6บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงนั่งอยู่ข้างบ่อน้ำ เวลานั้นประมาณชั่วโมงที่หก
7فَجَاءَتِ ٱمْرَأَةٌ مِنَ ٱلسَّامِرَةِ لِتَسْتَقِيَ مَاءً، فَقَالَ لَهَا يَسُوعُ: «أَعْطِينِي لِأَشْرَبَ».
7หญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูกล่าวกับนางว่า “ขอน้ำให้เราดื่มหน่อย”
8لِأَنَّ تَلَامِيذَهُ كَانُوا قَدْ مَضَوْا إِلَى ٱلْمَدِينَةِ لِيَبْتَاعُوا طَعَامًا.
8เพราะสาวกของพระองค์เข้าไปในเมืองเพื่อซื้ออาหาร
9فَقَالَتْ لَهُ ٱلْمَرْأَةُ ٱلسَّامِرِيَّةُ: «كَيْفَ تَطْلُبُ مِنِّي لِتَشْرَبَ، وَأَنْتَ يَهُودِيٌّ وَأَنَا ٱمْرَأَةٌ سَامِرِيَّةٌ؟». لِأَنَّ ٱلْيَهُودَ لَا يُعَامِلُونَ ٱلسَّامِرِيِّينَ.
9หญิงชาวสะมาเรียจึงถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นชาวยิว ส่วนดิฉันเป็นหญิงชาวสะมาเรีย แล้วท่านมาขอน้ำจากดิฉันดื่มได้อย่างไร?” (เพราะชาวยิวไม่คบหากับชาวสะมาเรีย)
10أَجَابَ يَسُوعُ وَقَالَ لَهاَ: «لَوْ كُنْتِ تَعْلَمِينَ عَطِيَّةَ ٱللهِ، وَمَنْ هُوَ ٱلَّذِي يَقُولُ لَكِ أَعْطِينِي لِأَشْرَبَ، لَطَلَبْتِ أَنْتِ مِنْهُ فَأَعْطَاكِ مَاءً حَيًّا».
10พระเยซูตอบนางว่า “ถ้าท่านรู้จักของประทานจากพระเจ้า และรู้ว่าใครกำลังพูดกับท่านว่า ‘ขอน้ำให้เราดื่มหน่อย’ ท่านคงขอจากผู้นั้น และผู้นั้นคงให้น้ำที่มีชีวิตแก่ท่าน”
11قَالَتْ لَهُ ٱلْمَرْأَةُ: «يَا سَيِّدُ، لَا دَلْوَ لَكَ وَٱلْبِئْرُ عَمِيقَةٌ. فَمِنْ أَيْنَ لَكَ ٱلْمَاءُ ٱلْحَيُّ؟
11หญิงนั้นกล่าวกับพระองค์ว่า “ท่านคะ ท่านไม่มีอะไรใช้ตักน้ำ และบ่อก็ลึก แล้วท่านจะเอาน้ำที่มีชีวิตนั้นมาจากไหน?
12أَلَعَلَّكَ أَعْظَمُ مِنْ أَبِينَا يَعْقُوبَ، ٱلَّذِي أَعْطَانَا ٱلْبِئْرَ، وَشَرِبَ مِنْهَا هُوَ وَبَنُوهُ وَمَوَاشِيهِ؟».
12ท่านยิ่งใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของพวกเราหรือ? ยาโคบเป็นผู้ให้บ่อนี้แก่พวกเรา และยาโคบเองก็ดื่มน้ำจากบ่อนี้ รวมทั้งลูก ๆ และฝูงสัตว์ของเขาด้วย”
13أَجَابَ يَسُوعُ وَقَالَ لَهاَ: «كُلُّ مَنْ يَشْرَبُ مِنْ هَذَا ٱلْمَاءِ يَعْطَشُ أَيْضًا.
13พระเยซูตอบนางว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
14وَلَكِنْ مَنْ يَشْرَبُ مِنَ ٱلْمَاءِ ٱلَّذِي أُعْطِيهِ أَنَا فَلَنْ يَعْطَشَ إِلَى ٱلْأَبَدِ، بَلِ ٱلْمَاءُ ٱلَّذِي أُعْطِيهِ يَصِيرُ فِيهِ يَنْبُوعَ مَاءٍ يَنْبَعُ إِلَى حَيَاةٍ أَبَدِيَّةٍ».
14แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้ จะไม่กระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขาจะกลายเป็นแหล่งน้ำในตัวเขา ซึ่งพุ่งขึ้นสู่ชีวิตนิรันดร์”
15قَالَتْ لَهُ ٱلْمَرْأَةُ: «يَا سَيِّدُ، أَعْطِنِي هَذَا ٱلْمَاءَ، لِكَيْ لَا أَعْطَشَ وَلَا آتِيَ إِلَى هُنَا لِأَسْتَقِيَ».
15หญิงนั้นกล่าวกับพระองค์ว่า “ท่านคะ โปรดให้น้ำนี้แก่ดิฉัน เพื่อดิฉันจะไม่กระหาย และไม่ต้องเดินมาถึงที่นี่เพื่อตักน้ำอีก”
16قَالَ لَهَا يَسُوعُ: «ٱذْهَبِي وَٱدْعِي زَوْجَكِ وَتَعَالَيْ إِلَى هَهُنَا».
16พระเยซูกล่าวกับนางว่า “ไปเรียกสามีของท่าน แล้วกลับมาที่นี่”
17أَجَابَتِ ٱلْمَرْأَةُ وَقَالتْ: «لَيْسَ لِي زَوْجٌ». قَالَ لَهَا يَسُوعُ: «حَسَنًا قُلْتِ: لَيْسَ لِي زَوْجٌ،
17หญิงนั้นตอบว่า “ดิฉันไม่มีสามี” พระเยซูกล่าวกับนางว่า “ท่านพูดถูกแล้วที่ว่า ‘ข้าพเจ้าไม่มีสามี’
18لِأَنَّهُ كَانَ لَكِ خَمْسَةُ أَزْوَاجٍ، وَٱلَّذِي لَكِ ٱلْآنَ لَيْسَ هُوَ زَوْجَكِ. هَذَا قُلْتِ بِٱلصِّدْقِ».
18เพราะท่านเคยมีสามีมาห้าคน และผู้ชายที่อยู่กับท่านตอนนี้ก็ไม่ใช่สามีของท่าน เรื่องนี้ท่านพูดความจริง”
19قَالَتْ لَهُ ٱلْمَرْأَةُ: «يَا سَيِّدُ، أَرَى أَنَّكَ نَبِيٌّ!
19หญิงนั้นกล่าวกับพระองค์ว่า “ท่านคะ ดิฉันเห็นแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
20آبَاؤُنَا سَجَدُوا فِي هَذَا ٱلْجَبَلِ، وَأَنْتُمْ تَقُولُونَ إِنَّ فِي أُورُشَلِيمَ ٱلْمَوْضِعَ ٱلَّذِي يَنْبَغِي أَنْ يُسْجَدَ فِيهِ».
20บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการบนภูเขาลูกนี้ แต่พวกคุณชาวยิวบอกว่า สถานที่ที่ควรนมัสการคือกรุงเยรูซาเล็ม”
21قَالَ لَهَا يَسُوعُ: «يَا ٱمْرَأَةُ، صَدِّقِينِي أَنَّهُ تَأْتِي سَاعَةٌ، لَا فِي هَذَا ٱلْجَبَلِ، وَلَا فِي أُورُشَلِيمَ تَسْجُدُونَ لِلْآبِ.
21พระเยซูกล่าวกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถอะ วาระกำลังมา เมื่อพวกคุณจะนมัสการพระบิดา ไม่ใช่ที่ภูเขาลูกนี้ และไม่ใช่ที่กรุงเยรูซาเล็ม
22أَنْتُمْ تَسْجُدُونَ لِمَا لَسْتُمْ تَعْلَمُونَ، أَمَّا نَحْنُ فَنَسْجُدُ لِمَا نَعْلَمُ. لِأَنَّ ٱلْخَلَاصَ هُوَ مِنَ ٱلْيَهُودِ.
22พวกคุณนมัสการสิ่งที่พวกคุณไม่รู้จัก ส่วนพวกเรานมัสการสิ่งที่พวกเรารู้จัก เพราะความรอดมาจากชาวยิว
23وَلَكِنْ تَأْتِي سَاعَةٌ، وَهِيَ ٱلْآنَ، حِينَ ٱلسَّاجِدُونَ ٱلْحَقِيقِيُّونَ يَسْجُدُونَ لِلْآبِ بِٱلرُّوحِ وَٱلْحَقِّ، لِأَنَّ ٱلْآبَ طَالِبٌ مِثْلَ هَؤُلَاءِ ٱلسَّاجِدِينَ لَهُ.
23แต่วาระกำลังมา และมาถึงแล้ว เมื่อผู้นมัสการที่แท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยวิญญาณและความจริง เพราะพระบิดากำลังแสวงหาผู้ที่จะนมัสการพระองค์เช่นนี้
24ٱللهُ رُوحٌ. وَٱلَّذِينَ يَسْجُدُونَ لَهُ فَبِالرُّوحِ وَٱلْحَقِّ يَنْبَغِي أَنْ يَسْجُدُوا».
24พระเจ้าเป็นวิญญาณ และคนที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยวิญญาณและความจริง”
25قَالَتْ لَهُ ٱلْمَرْأَةُ: «أَنَا أَعْلَمُ أَنَّ مَسِيَّا، ٱلَّذِي يُقَالُ لَهُ ٱلْمَسِيحُ، يَأْتِي. فَمَتَى جَاءَ ذَاكَ يُخْبِرُنَا بِكُلِّ شَيْءٍ».
25หญิงนั้นกล่าวกับพระองค์ว่า “ดิฉันรู้ว่าพระเมสสิยาห์กำลังมา คือผู้ที่เรียกว่า พระคริสต์ เมื่อพระองค์มา พระองค์จะบอกทุกสิ่งแก่พวกเรา”
26قَالَ لَهَا يَسُوعُ: «أَنَا ٱلَّذِي أُكَلِّمُكِ هُوَ».
26พระเยซูกล่าวกับนางว่า “เราเองคือผู้นั้น ผู้ที่กำลังพูดกับท่าน”
27وَعِنْدَ ذَلِكَ جَاءَ تَلَامِيذُهُ، وَكَانُوا يَتَعَجَّبُونَ أَنَّهُ يَتَكَلَّمُ مَعَ ٱمْرَأَةٍ. وَلَكِنْ لَمْ يَقُلْ أَحَدٌ: «مَاذَا تَطْلُبُ؟» أَوْ «لِمَاذَا تَتَكَلَّمُ مَعَهَا؟».
27ในตอนนั้นเอง สาวกของพระองค์ก็กลับมา พวกเขาประหลาดใจที่พระองค์กำลังพูดกับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า “กำลังหาอะไรอยู่?” หรือ “ทำไมท่านจึงพูดกับนาง?”
28فَتَرَكَتِ ٱلْمَرْأَةُ جَرَّتَهَا وَمَضَتْ إِلَى ٱلْمَدِينَةِ وَقَالَتْ لِلنَّاسِ:
28หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้ แล้วเข้าไปในเมืองและบอกผู้คนว่า
29«هَلُمُّوا ٱنْظُرُوا إِنْسَانًا قَالَ لِي كُلَّ مَا فَعَلْتُ. أَلَعَلَّ هَذَا هُوَ ٱلْمَسِيحُ؟».
29“มาดูชายคนหนึ่งที่บอกทุกอย่างที่ดิฉันเคยทำ คนนี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม?”
30فَخَرَجُوا مِنَ ٱلْمَدِينَةِ وَأَتَوْا إِلَيْهِ.
30พวกเขาจึงออกจากเมือง และพากันมาหาพระองค์
31وَفِي أَثْنَاءِ ذَلِكَ سَأَلَهُ تَلَامِيذُهُ قَائِلِينَ: «يَا مُعَلِّمُ، كُلْ».
31ระหว่างนั้น สาวกคะยั้นคะยอพระองค์ว่า “รับบี โปรดกินอะไรสักหน่อย”
32فَقَالَ لَهُمْ: «أَنَا لِي طَعَامٌ لِآكُلَ لَسْتُمْ تَعْرِفُونَهُ أَنْتُمْ».
32แต่พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “เรามีอาหารกิน ซึ่งพวกคุณไม่รู้จัก”
33فَقَالَ ٱلتَّلَامِيذُ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ: «أَلَعَلَّ أَحَدًا أَتَاهُ بِشَيْءٍ لِيَأْكُلَ؟»
33สาวกจึงถามกันว่า “มีใครเอาอาหารมาให้พระองค์กินแล้วหรือ?”
34قَالَ لَهُمْ يَسُوعُ: «طَعَامِي أَنْ أَعْمَلَ مَشِيئَةَ ٱلَّذِي أَرْسَلَنِي وَأُتَمِّمَ عَمَلَهُ.
34พระเยซูกล่าวกับพวกเขาว่า “อาหารของเราคือการทำตามความประสงค์ของผู้ที่ส่งเรามา และทำงานของพระองค์ให้สำเร็จ
35أَمَا تَقُولُونَ: إِنَّهُ يَكُونُ أَرْبَعَةُ أَشْهُرٍ ثُمَّ يَأْتِي ٱلْحَصَادُ؟ هَا أَنَا أَقُولُ لَكُمُ: ٱرْفَعُوا أَعْيُنَكُمْ وَٱنْظُرُوا ٱلْحُقُولَ إِنَّهَا قَدِ ٱبْيَضَّتْ لِلْحَصَادِ.
35พวกคุณไม่ได้พูดหรือว่า ‘อีกสี่เดือนก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว’? ดูสิ เราบอกพวกคุณว่า จงเงยหน้ามองทุ่งพืชผล เพราะทุ่งเหล่านั้นขาวพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว
36وَٱلْحَاصِدُ يَأْخُذُ أُجْرَةً وَيَجْمَعُ ثَمَرًا لِلْحَيَاةِ ٱلْأَبَدِيَّةِ، لِكَيْ يَفْرَحَ ٱلزَّارِعُ وَٱلْحَاصِدُ مَعًا.
36คนที่เก็บเกี่ยวได้รับค่าจ้าง และรวบรวมผลไว้เพื่อชีวิตนิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเก็บเกี่ยวจะได้ยินดีด้วยกัน
37لِأَنَّهُ فِي هَذَا يَصْدُقُ ٱلْقَوْلُ: إِنَّ وَاحِدًا يَزْرَعُ وَآخَرَ يَحْصُدُ.
37เพราะคำกล่าวนี้เป็นความจริงว่า ‘คนหนึ่งหว่าน อีกคนหนึ่งเก็บเกี่ยว’
38أَنَا أَرْسَلْتُكُمْ لِتَحْصُدُوا مَا لَمْ تَتْعَبُوا فِيهِ. آخَرُونَ تَعِبُوا وَأَنْتُمْ قَدْ دَخَلْتُمْ عَلَى تَعَبِهِمْ».
38เราส่งพวกคุณไปเก็บเกี่ยวสิ่งที่พวกคุณไม่ได้ลงแรงทำ คนอื่นลงแรงมาก่อน และพวกคุณได้เข้ามาร่วมในงานที่พวกเขาลงแรงไว้”
39فَآمَنَ بِهِ مِنْ تِلْكَ ٱلْمَدِينَةِ كَثِيرُونَ مِنَ ٱلسَّامِرِيِّينَ بِسَبَبِ كَلَامِ ٱلْمَرْأَةِ ٱلَّتِي كَانَتْ تَشْهَدُ أَنَّهُ: «قَالَ لِي كُلَّ مَا فَعَلْتُ».
39ชาวสะมาเรียจำนวนมากจากเมืองนั้นเชื่อในพระองค์ เพราะถ้อยคำของหญิงนั้นที่เป็นพยานว่า “พระองค์บอกทุกอย่างที่ดิฉันเคยทำ”
40فَلَمَّا جَاءَ إِلَيْهِ ٱلسَّامِرِيُّونَ سَأَلُوهُ أَنْ يَمْكُثَ عِنْدَهُمْ، فَمَكَثَ هُنَاكَ يَوْمَيْنِ.
40ดังนั้น เมื่อชาวสะมาเรียมาหาพระองค์ พวกเขาขอร้องให้พระองค์พักอยู่กับพวกเขา พระองค์จึงอยู่ที่นั่นสองวัน
41فَآمَنَ بِهِ أَكْثَرُ جِدًّا بِسَبَبِ كَلَامِهِ.
41มีคนอีกมากยิ่งขึ้นที่เชื่อ เพราะถ้อยคำของพระองค์
42وَقَالُوا لِلْمَرْأَةِ: «إِنَّنَا لَسْنَا بَعْدُ بِسَبَبِ كَلَامِكِ نُؤْمِنُ، لِأَنَّنَا نَحْنُ قَدْ سَمِعْنَا وَنَعْلَمُ أَنَّ هَذَا هُوَ بِٱلْحَقِيقَةِ ٱلْمَسِيحُ مُخَلِّصُ ٱلْعَالَمِ».
42พวกเขากล่าวกับหญิงนั้นว่า “ตอนนี้พวกเราเชื่อแล้ว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ท่านพูด เพราะพวกเราได้ยินด้วยตัวเอง และรู้แน่แล้วว่า พระองค์นี้คือพระคริสต์ คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลก”
43وَبَعْدَ ٱلْيَوْمَيْنِ خَرَجَ مِنْ هُنَاكَ وَمَضَى إِلَى ٱلْجَلِيلِ،
43หลังจากสองวันนั้น พระองค์ออกจากที่นั่นไปยังแคว้นกาลิลี
44لِأَنَّ يَسُوعَ نَفْسَهُ شَهِدَ أَنْ: «لَيْسَ لِنَبِيٍّ كَرَامَةٌ فِي وَطَنِهِ».
44เพราะพระเยซูเองเป็นพยานว่า ผู้เผยพระวจนะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเมืองของตนเอง
45فَلَمَّا جَاءَ إِلَى ٱلْجَلِيلِ قَبِلَهُ ٱلْجَلِيلِيُّونَ، إِذْ كَانُوا قَدْ عَايَنُوا كُلَّ مَا فَعَلَ فِي أُورُشَلِيمَ فِي ٱلْعِيدِ، لِأَنَّهُمْ هُمْ أَيْضًا جَاءُوا إِلَى ٱلْعِيدِ.
45เมื่อพระองค์มาถึงแคว้นกาลิลี ชาวกาลิลีก็ต้อนรับพระองค์ เพราะพวกเขาเองก็ไปร่วมเทศกาลที่กรุงเยรูซาเล็ม และได้เห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทำที่นั่น
46فَجَاءَ يَسُوعُ أَيْضًا إِلَى قَانَا ٱلْجَلِيلِ، حَيْثُ صَنَعَ ٱلْمَاءَ خَمْرًا. وَكَانَ خَادِمٌ لِلْمَلِكِ ٱبْنُهُ مَرِيضٌ فِي كَفْرِنَاحُومَ.
46พระเยซูจึงมาที่เมืองคานาแห่งแคว้นกาลิลีอีก ที่ซึ่งพระองค์เคยทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น มีขุนนางคนหนึ่งซึ่งลูกชายกำลังป่วยอยู่ที่คาเปอรนาอุม
47هَذَا إِذْ سَمِعَ أَنَّ يَسُوعَ قَدْ جَاءَ مِنَ ٱلْيَهُودِيَّةِ إِلَى ٱلْجَلِيلِ، ٱنْطَلَقَ إِلَيْهِ وَسَأَلَهُ أَنْ يَنْزِلَ وَيَشْفِيَ ٱبْنَهُ لِأَنَّهُ كَانَ مُشْرِفًا عَلَى ٱلْمَوْتِ.
47เมื่อเขาได้ยินว่าพระเยซูออกจากแคว้นยูเดียมาถึงแคว้นกาลิลี เขาจึงไปหาพระองค์ และขอร้องให้พระองค์ลงไปรักษาลูกชายของเขา เพราะเด็กใกล้จะตายแล้ว
48فَقَالَ لَهُ يَسُوعُ: «لَا تُؤْمِنُونَ إِنْ لَمْ تَرَوْا آيَاتٍ وَعَجَائِبَ».
48พระเยซูจึงกล่าวกับเขาว่า “ถ้าพวกคุณไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พวกคุณจะไม่เชื่อเลย”
49قَالَ لَهُ خَادِمُ ٱلْمَلِكِ: «يَا سَيِّدُ، ٱنْزِلْ قَبْلَ أَنْ يَمُوتَ ٱبْنِي».
49ขุนนางกล่าวกับพระองค์ว่า “ท่านครับ โปรดลงไปก่อนลูกของผมจะตาย”
50قَالَ لَهُ يَسُوعُ: «ٱذْهَبْ. اِبْنُكَ حَيٌّ». فَآمَنَ ٱلرَّجُلُ بِٱلْكَلِمَةِ ٱلَّتِي قَالَهَا لَهُ يَسُوعُ، وَذَهَبَ.
50พระเยซูกล่าวกับเขาว่า “กลับไป ลูกชายของท่านมีชีวิตอยู่” ชายนั้นเชื่อถ้อยคำที่พระเยซูกล่าวกับเขา แล้วก็กลับไป
51وَفِيمَا هُوَ نَازِلٌ ٱسْتَقْبَلَهُ عَبِيدُهُ وَأَخْبَرُوهُ قَائِلِينَ: «إِنَّ ٱبْنَكَ حَيٌّ».
51ขณะที่เขากำลังลงไป คนรับใช้ของเขามาพบและบอกว่า “ลูกของท่านมีชีวิตอยู่!”
52فَٱسْتَخْبَرَهُمْ عَنِ ٱلسَّاعَةِ ٱلَّتِي فِيهَا أَخَذَ يَتَعَافَى، فَقَالُوا لَهُ: «أَمْسِ فِي ٱلسَّاعَةِ ٱلسَّابِعَةِ تَرَكَتْهُ ٱلْحُمَّى».
52เขาจึงถามพวกเขาว่า เด็กเริ่มดีขึ้นเวลาไหน พวกเขาตอบว่า “เมื่อวานตอนชั่วโมงที่เจ็ด ไข้ก็หายไป”
53فَفَهِمَ ٱلْأَبُ أَنَّهُ فِي تِلْكَ ٱلسَّاعَةِ ٱلَّتِي قَالَ لَهُ فِيهَا يَسُوعُ: «إِنَّ ٱبْنَكَ حَيٌّ». فَآمَنَ هُوَ وَبَيْتُهُ كُلُّهُ.
53บิดาจึงรู้ว่า เป็นเวลาเดียวกับที่พระเยซูกล่าวกับเขาว่า “ลูกชายของท่านมีชีวิตอยู่” ทั้งเขาและทุกคนในบ้านของเขาจึงเชื่อ
54هَذِهِ أَيْضًا آيَةٌ ثَانِيَةٌ صَنَعَهَا يَسُوعُ لَمَّا جَاءَ مِنَ ٱلْيَهُودِيَّةِ إِلَى ٱلْجَلِيلِ.
54นี่เป็นหมายสำคัญครั้งที่สองที่พระเยซูทำ หลังจากพระองค์ออกจากแคว้นยูเดียมายังแคว้นกาลิลี
Tip: use the ← and → keys to turn chapters.