มาระโก 4
Freedom Bible (Thai)Translation
Freedom Bible (Thai)
Korean Bible, 1910 (한국어 성경)
1พระองค์เริ่มสอนที่ริมทะเลอีกครั้ง ฝูงชนจำนวนมากมารวมกันรอบพระองค์ จนพระองค์ต้องลงเรือที่อยู่ในทะเลและนั่งลง ส่วนฝูงชนทั้งหมดอยู่บนฝั่งริมทะเล
1예수께서 다시 바닷가에서 가르치시니 큰 무리가 모여 들거늘 예수께서 배에 올라 바다에 떠 앉으시고 온 무리는 바다 곁 육지에 있더라
2พระองค์สอนพวกเขาหลายเรื่องด้วยอุปมา และกล่าวในคำสอนว่า
2이에 예수께서 여러 가지를 비유로 가르치시니 그 가르치시는 중에 저희에게 이르시되
3“จงฟัง! ดูสิ ชาวไร่คนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ด
3`들으라 씨를 뿌리는 자가 뿌리러 나가서
4ขณะที่เขาหว่าน เมล็ดบางส่วนตกข้างทาง แล้วนก ก็มากินจนหมด
4뿌릴새 더러는 길 가에 떨어지매 새들이 와서 먹어 버렸고
5เมล็ดบางส่วนตกบนพื้นหินที่มีดินน้อย และงอกขึ้นทันที เพราะดินไม่ลึก
5더러는 흙이 얇은 돌밭에 떨어지매 흙이 깊지 아니하므로 곧 싹이 나오나
6เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น มันก็ถูกแดดเผา และเพราะไม่มีราก จึงเหี่ยวแห้ง
6해가 돋은 후에 터져서 뿌리가 없으므로 말랐고
7เมล็ดบางส่วนตกท่ามกลางต้นหนาม ต้นหนามก็โตขึ้นมารัดมันไว้ จึงไม่เกิดผล
7더러는 가시떨기에 떨어지매 가시가 자라 기운을 막으므로 결실치 못하였고
8เมล็ดบางส่วนตกในดินดี แล้วเกิดผล งอกงามและเพิ่มพูน บ้างได้ผลสามสิบเท่า บ้างหกสิบเท่า และบ้างหนึ่งร้อยเท่า”
8더러는 좋은 땅에 떨어지매 자라 무성하여 결실하였으니 삼십배와 육십배와 백배가 되었느니라' 하시고
9แล้วพระองค์กล่าวว่า “ใครมีหูจะฟัง ก็จงฟัง”
9또 이르시되 `들을 귀 있는 자는 들으라' 하시니라
10เมื่อพระองค์อยู่ตามลำพัง คนที่อยู่รอบพระองค์พร้อมกับสิบสองคนก็ถามพระองค์เรื่องอุปมาเหล่านั้น
10예수께서 홀로 계실 때에 함께한 사람들이 열 두 제자로 더불어 그 비유를 묻자오니
11พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “พวกคุณได้รับความลับของอาณาจักรของพระเจ้า แต่สำหรับคนที่อยู่ภายนอก ทุกอย่างกล่าวเป็นอุปมา
11이르시되 `하나님 나라의 비밀을 너희에게는 주었으나 외인에게는 모든 것을 비유로 하나니
12เพื่อว่า ‘เมื่อมอง พวกเขาจะมองแต่ไม่รับรู้ และเมื่อฟัง พวกเขาจะฟังแต่ไม่เข้าใจ มิฉะนั้นพวกเขาอาจหันกลับ และบาปของพวกเขาจะได้รับการยกโทษ’”
12이는 저희로 보기는 보아도 알지 못하며 듣기는 들어도 깨닫지 못하게 하여 돌이켜 죄 사함을 얻지 못하게 하여 함이니라' 하시고
13พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “พวกคุณไม่เข้าใจอุปมานี้หรือ? แล้วจะเข้าใจอุปมาทั้งหมดได้อย่างไร?
13또 가라사대 `너희가 이 비유를 알지 못할진대 어떻게 모든 비유를 알겠느뇨?
14คนที่หว่านนั้นหว่านพระวจนะ
14뿌리는 자는 말씀을 뿌리는 것이다
15เมล็ดที่ตกข้างทางหมายถึงคนที่ได้ยินพระวจนะ เมื่อพวกเขาได้ยิน ซาตานก็มาทันทีและเอาพระวจนะที่หว่านไว้ในพวกเขาไป
15말씀이 길가에 뿌리웠다는 것은 이들이니 곧 말씀을 들었을 때에 사단이 즉시 와서 저희에게 뿌리운 말씀을 빼앗는 것이요
16เช่นเดียวกัน เมล็ดที่หว่านบนพื้นหินหมายถึงคนที่เมื่อได้ยินพระวจนะ ก็รับไว้ด้วยความยินดีทันที
16또 이와 같이 돌밭에 뿌리웠다는 것은 이들이니 곧 말씀을 들을 때에 즉시 기쁨으로 받으나
17แต่พวกเขาไม่มีรากในตัวเอง จึงอยู่ได้เพียงชั่วคราว เมื่อเกิดการกดขี่หรือการข่มเหงเพราะพระวจนะ พวกเขาก็สะดุดทันที
17그 속에 뿌리가 없어 잠간 견디다가 말씀을 인하여 환난이나 핍박이 일어나는 때에는 곧 넘어지는 자요
18ส่วนเมล็ดที่หว่านท่ามกลางต้นหนามหมายถึงคนที่ได้ยินพระวจนะ
18또 어떤이는 가시떨기에 뿌리우는 자니 이들은 말씀을 듣되
19แต่ความกังวลของยุคนี้ ความหลอกลวงของทรัพย์สมบัติ และความอยากในสิ่งอื่น ๆ เข้ามารัดพระวจนะ จนไม่เกิดผล
19세상의 염려와 재리의 유혹과 기타 욕심이 들어와 말씀을 막아 결실치 못하게 되는 자요
20ส่วนเมล็ดที่หว่านในดินดีหมายถึงคนที่ได้ยินพระวจนะ ยอมรับไว้ และเกิดผล บ้างสามสิบเท่า บ้างหกสิบเท่า และบ้างหนึ่งร้อยเท่า”
20좋은 땅에 뿌리웠다는 것은 곧 말씀을 듣고 받아 삼십배와 육십배와 백배의 결실을 하는 자니라'
21พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “มีใครเอาตะเกียงมาเพื่อวางไว้ใต้ตะกร้า หรือใต้เตียงหรือ? ไม่ใช่เอามาวางบนเชิงตะเกียงหรือ?
21또 저희에게 이르시되 `사람이 등불을 가져오는 것은 말 아래나 평상 아래나 두려함이냐 등경 위에 두려함이 아니냐
22เพราะไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่ นอกจากเพื่อจะถูกเปิดเผย และไม่มีสิ่งใดถูกเก็บเป็นความลับ นอกจากเพื่อจะปรากฏออกมา
22드러내려 하지 않고는 숨긴 것이 없고 나타내려 하지 않고는 감추인 것이 없느니라
23ถ้าใครมีหูจะฟัง ก็จงฟัง”
23들을 귀 있는 자는 들으라'
24พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “จงใส่ใจสิ่งที่พวกคุณฟัง พวกคุณใช้เครื่องตวงใดตวง ก็จะตวงให้พวกคุณด้วยเครื่องตวงนั้น และจะเพิ่มให้แก่พวกคุณผู้ฟังอีก
24또 가라사대 `너희가 무엇을 듣는가 스스로 삼가라 너희의 헤아리는 그 헤아림으로 너희가 헤아림을 받을것이요 또 더 받으리니
25เพราะผู้ที่มีอยู่แล้ว จะได้รับเพิ่มอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา”
25있는자는 받을것이요 없는 자는 그 있는 것까지 빼앗기리라'
26พระองค์กล่าวว่า “อาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนชายคนหนึ่งหว่านเมล็ดลงบนดิน
26또 가라사대 `하나님의 나라는 사람이 씨를 땅에 뿌림과 같으니
27เขานอนและตื่นขึ้น คืนแล้วคืนเล่า วันแล้ววันเล่า เมล็ดก็งอกและเติบโต โดยเขาไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
27저가 밤낮 자고 깨고 하는 중에 씨가 나서 자라되 그 어떻게 된 것을 알지 못하느니라
28เพราะดินทำให้เกิดผลเอง เริ่มจากต้นอ่อน แล้วเป็นรวง แล้วเมล็ดก็เต็มรวง
28땅이 스스로 열매를 맺되 처음에는 싹이요 다음에는 이삭이요 그 다음에는 이삭에 충실한 곡식이라
29แต่เมื่อผลสุก เขาก็ลงมือเกี่ยวด้วยเคียวทันที เพราะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”
29열매가 익으면 곧 낫을 대나니 이는 추수 때가 이르렀음이니라'
30พระองค์กล่าวว่า “เราจะเปรียบอาณาจักรของพระเจ้ากับอะไรดี? หรือจะใช้อุปมาอะไรอธิบาย?
30또 가라사대 `우리가 하나님의 나라를 어떻게 비하며 또 무슨 비유로 나타낼꼬
31อาณาจักรนั้นเหมือนเมล็ดมัสตาร์ด ซึ่งเมื่อหว่านลงในดิน แม้จะเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงบนแผ่นดิน
31겨자씨 한 알과 같으니 땅에 심길 때에는 땅 위의 모든 씨보다 작은 것이로되
32แต่เมื่อหว่านแล้ว ก็เติบโตขึ้นและใหญ่กว่าพืชผักทั้งปวง แตกกิ่งใหญ่ จนบรรดานกบนฟ้าสามารถมาอาศัยใต้ร่มเงาของมันได้”
32심긴 후에는 자라서 모든 나물보다 커지며 큰 가지를 내니 공중의 새들이 그 그늘에 깃들일 만큼 되느니라'
33พระองค์กล่าวพระวจนะแก่พวกเขาด้วยอุปมาเช่นนี้อีกหลายเรื่อง ตามที่พวกเขาสามารถรับฟังได้
33예수께서 이러한 많은 비유로 저희가 알아 들을 수 있는대로 말씀을 가르치시되
34พระองค์ไม่ได้กล่าวกับพวกเขาโดยไม่ใช้อุปมา แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับสาวกของพระองค์ พระองค์อธิบายทุกสิ่งแก่พวกเขา
34비유가 아니면 말씀하지 아니 하시고 다만 혼자 계실 때에 그 제자들에게 모든것을 해석하시더라
35ในวันนั้น เมื่อถึงเวลาเย็น พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “เราข้ามไปฝั่งตรงข้ามกันเถอะ”
35그날 저물 때에 제자들에게 이르시되 `우리가 저편으로 건너가자' 하시니
36พวกเขาละฝูงชน แล้วพาพระองค์ไปโดยที่พระองค์ยังอยู่ในเรือ มีเรือลำเล็กอื่น ๆ ไปกับพระองค์ด้วย
36저희가 무리를 떠나 예수를 배에 계신 그대로 모시고 가매 다른 배들도 함께 하더니
37แล้วเกิดพายุลมแรง คลื่นซัดเข้าเรือ จนน้ำเข้าเรือเต็มไปหมดแล้ว
37큰 광풍이 일어나며 물결이 부딪혀 배에 들어와 배에 가득하게 되었더라
38พระองค์อยู่ที่ท้ายเรือ กำลังหลับอยู่บนหมอน พวกเขาปลุกพระองค์และถามว่า “อาจารย์ ท่านไม่เป็นห่วงหรือว่าพวกเรากำลังจะตาย?”
38예수께서는 고물에서 베개를 베시고 주무시더니 제자들이 깨우며 가로되 `선생님이여 우리의 죽게 된것을 돌아보지 아니하시나이까 ?' 하니
39พระองค์ตื่นขึ้น ตำหนิลม และกล่าวกับทะเลว่า “เงียบ! สงบลง!” ลมก็หยุด และเกิดความสงบอย่างยิ่ง
39예수께서 깨어 바람을 꾸짖으시며 바다더러 이르시되 `잠잠하라 ! 고요하라 !' 하시니 바람이 그치고 아주 잔잔하여지더라
40พระองค์กล่าวกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกคุณจึงกลัวขนาดนี้? ทำไมพวกคุณถึงไม่มีความเชื่อ?”
40이에 제자들에게 이르시되 `어찌하여 이렇게 무서워하느냐 ? 너희가 어찌 믿음이 없느냐 ?' 하시니
41พวกเขากลัวอย่างยิ่ง และพูดกันว่า “คนนี้เป็นใครกัน แม้แต่ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังเขา?”
41저희가 심히 두려워하여 서로 말하되 `저가 뉘기에 바람과 바다라도 순종하는고' 하였더라
Tip: use the ← and → keys to turn chapters.